Tuesday, June 19, 2012

Cinque Terre, Italy ตอนที่ 1 - เที่ยวเมืองชายหาด Monterosso al Mare



ภาษาอิตาเลี่ยน วันนี้ขอเสนอคำว่า Cinque
อ่านว่า ชิง-เคว (Stress คำว่า “ชิง”) “คว” ออกเสียงควบกัน
ภาษาไทยแปลว่า ห้า
ภาษาอังกฤษ คือ Five

แถมให้อีกคำคือ Terre (คำเอกพจน์)
อ่านว่า เท-เร (Stress คำว่า “เท”)
ภาษาไทยแปลว่า แผ่นดิน
ภาษาอังกฤษ คือ Lands
*Note* คำพหูพจน์คือ Terra (เท-รา)

Cinque Terre (ชิงเคว เทเร) แปลว่า 5 แผ่นดิน, แผ่นดินทั้งห้า
ภาษาอังกฤษ Five Lands



สวัสดีค่ะพี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักทุกท่าน
วันนี้อยากพามาเที่ยวเมืองติดทะเลในเขต Liguria ประเทศ Italy
มีเมือง 5 เมืองอยู่ติดกัน รู้จักกันในนาม Cinque Terre
(ชิงเคว เทเร) Five Lands
ทั้งหมดอยู่ใน Province La Spezia
ทั้งยังเป็นเมืองที่ได้รับการยกให้เป็น UNESCO World Heritage
เพราะชายหาด ทะเล ภูเขา ในแถบนั้นเป็นพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศอิตาลี


มารู้จักชื่อกันดีกว่า เมืองทั้งห้ามีอะไรบ้าง ^.^
หนึ่ง เมือง Monterosso al Mare (มอนเตรอสโซ อัล มาเร)
สอง เมือง Vernazza (เวร์นาซซา)
สาม เมือง Corniglia (คอร์นีเลีย)
สี่ เมือง Manarola (มานาโรลา)
ห้า เมือง Riomaggiore (ริโอมัจจอร์เร)




*Note*
ข้อมูลในบล็อกนี้อาจเขียนให้อ่านเยอะหน่อยนะคะ
เพราะต้องการให้ข้อมูลอัพเดทล่าสุดสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปที่นั่น
เผื่อพี่ๆ น้องๆ ท่านใดสนใจ สอบถามมาได้ ยินดีให้ข้อมูลเต็มที่ค่ะ

Updated News
วันที่ 25 ตุลาคม 2011 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่
มีโคลนถล่ม mudslide ในดินแดนแถบนั้น
ที่เสียหายหนักคือ เมือง Monterosso, Vernazza
ปัจจุบัน บ้านเรือน ถนน ร้านค้า ได้รับการปรับปรุงจนเกือบเข้าสู่สภาพปกติ
(ยังเห็นร่องรอยความเสียหายจากถนน บ้านเรือนอยู่บ้าง)
ทางเดินป่า Blue Trail คือทางเดินที่เชื่อมระหว่าง Cinque Terre
ได้รับความเสียหายหนักพอสมควร
นี่เป็นข้อมูลล่าสุดที่ได้รับจาก Tourist Information

Updated ณ วันที่ 17 มิถุนายน ค.ศ.2012
Blue Trail ทางเดินป่า: Cinque Terre
Monterosso – Vernazza : Open เปิดทำการตามปกติ
Vernazza – Corniglia : Closed ปิดปรับปรุง
Corniglia – Manarola : Closed ปิดปรับปรุง
Manarola – Riomaggiore : Open เปิดทำการตามปกติ

Vernazza – Corniglia, Corniglia – Manarola ทางเดินป่า
ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและโคลนถล่ม
ทางการจึงปิดปรับปรุง (ชั่วคราว) เพื่อความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว
ยังไม่ได้กำหนดวันเปิดทำการ

ส่วน Train “รถไฟ” ไม่มีปัญหา เปิดทำการตามปกติ
สามารถเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ได้โดยรถไฟ
ซึ่งวิ่งระหว่างเมืองทั้ง 5 แทบทุก 15-20 นาที

แนะนำให้ซื้อ Cinque Terre Card บัตรผ่านการเดินทางในหนึ่งวัน
สามารถใช้ขึ้นรถไฟระหว่างห้าเมืองได้ทั้งวัน unlimited
และสามารถใช้เดินผ่านข้าม Trails ในเขตต่างๆ ของเมืองได้
ราคาคือ 10 ยูโร ต่อคน (สำหรับ 1 วัน)


ตอนที่ 1 มารู้จักเมือง Monterosso al Mare กันค่ะ
(หลายคนเรียกสั้นๆ ว่า Monterosso)
มีสองส่วน คือ Old Town, New Town
Old Town คือส่วนที่มีปราสาทของเมือง โบสถ์ และรูปปั้นยักษ์
New Town ส่วนที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ท่าเรือเฟอร์รี่
ทั้งสองเมืองมี โรงแรม B&B ร้านค้า ร้านอาหารมากมาย

การเดินทาง: รถไฟสะดวกที่สุด
นั่งมาจากมิลานใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง (Inter City Train)
เมืองนี้มีชื่อเสียงคือมีสถานที่รองรับสำหรับคนชอบชายหาด
เล่นน้ำทะเล, อาบแดด ฯลฯ
และที่สำคัญคือเหมาะสำหรับคนชอบเดินป่า Hiking
เพราะนอกจากจะมีทะเลสวยๆ แล้ว ยังมี Trail สำหรับการเดิน
อยู่บนภูเขาที่ติดกับชายหาดอีกด้วย
Blue Trail คือ ชื่อทางเดินทื่เชื่อมระหว่าง Monterosso-Vernazza
ได้เปิดทำการตามปกติในปีนี้
(ก่อนหน้าปิดชั่วคราวเนื่องจากได้รับผลกระทบจากโคลนถล่ม)


มาชมภาพกันดีกว่าค่ะ
ชายหาดของเมือง Monterosso al Mare



















แผนที่เมือง Monterosso al Mare

















ร้านขายของที่ระลึก ตั้งอยู่มากมายตามถนนริมหาด

















เห็นแกะสลักคน (ตัวใหญ่) นั่งอยู่บนโขดหินมั้ยคะ?
นั่นคือ Monterosso Giant ยักษ์ประจำเมือง
ชื่อภาษาอิตาเลี่ยน Il Gigante อิล จิกานเต
(หน้าตาสู้ยักษ์วัดพระแก้วเมืองไทยไม่ได้ 555+)
สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ.1910 โดยศิลปินชาวอิตาเลี่ยนเชื้อสายยิว
ชื่อ Arrigo Minerbi เพื่อต้องการให้เป็นสัญลักษ์ของความยิ่งใหญ่
รูปแกะหลักจากหินนี้โดนระเบิดเสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ทำแขนหัก และหายไปในทะเล
ปัจจุบันทางการยังรักษาไว้ และกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของ Monterosso

















ชายหาดของ Monterosso เห็น Il Gigante รูปปั้นยักษ์อยู่ไกลๆ
พร้อมวิวปราสาท ... ภาพนี้ถ่ายตอนอยู่บนเขา ทางเดินป่า มองลงมาเป็นวิวเมือง

















โขดหินริมทะเล ...ฟ้าแจ่ม น้ำทะเลใสจริงๆ

















กีฬาทางน้ำเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่นั่น
มีทั้งเรือคะนู, เรือปั่นด้วยเท้า... (บานาน่าโบ๊ท ไม่มีค่ะ 555+)

















น้ำทะเลใสแจ๋ว มองเห็นก้อนหินที่อยู่ใต้ทะเล ^.^

















มีร้านอาหารเล็กๆ อยู่รายรอบริมหาด
วิวจากร้านอาหาร... มองเห็นท้องฟ้า น้ำทะเลสีเข้ม

















ชายหาดอีกด้านหนึ่งของ Monterosso

















ท่าเรือสำหรับเรือเล็ก และเรือเฟอร์รี่ในการสัญจร

















วิวชายหาด ปราสาท และท่าเรือ Monterosso


















ทางเดินบนโขดหิน สำหรับผู้ชอบผจญภัย
อยากลงไปว่ายน้ำด้านล่าง อรึ๋ยๆๆๆๆ

















น้ำทะเลใสๆ ... มีโขดหิน... คุณสามีบอกว่ามีหินเหมือนนางเงือกอยู่ด้วย อ๊ะจ๊ากกกส์

















ทิวทัศน์ทะเล ท้องฟ้า ชายหาด... มองลงมาจากทางเดินป่า Blue Trail

















ชอบวิวนี้จัง มีทั้งปราสาท ชายหาดอยู่ไกลๆ และหินกลางทะเล ^.^

















ผู้โดยสารรอขึ้นเรือเฟอร์รี่... มีจุดจอดรับสำหรับเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ใน Cinque Terre



















เห็นแถบสีน้ำตาลเป็นยาวลงมามั้ยคะ?
นั่นคือร่องรอยความเสียหายตอนเกิดอุทกภัยและโคลนถล่มในปี 2011

















ทางเดินป่า Hiking จะเป็นสัญลักษณ์ขาวแดง
บอกว่าท่านเดินมาถูกทางแล้ว ^.^

















ทางเดินป่า Blue Trail เชื่อมระหว่าง Monterosso-Vernazza

















ทางเดินป่าบางช่วงเป็นทางชัน ขั้นบันได
แนะนำให้ผู้มาเดินสวมรองเท้าเดินป่า รองเท้ากีฬา
(รองเท้าแตะไม่เหมาะ... อาจเดินลำบาก... แต่ก็ยังเห็นคนใส่มาเดินกัน 55+)

















ทางเดินข้ามสะพาน เห็นสะพานเล็กๆ น่ารักดี ขอถ่ายรูปมาให้ชมกันหน่อย 

















ระหว่างทางเดินป่า เป็นต้น Lemon ออกลูกเยอะมาก มีหลายต้นตลอดทางเลยค่ะ

















พื้นที่บนเขา ถือเป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญสำหรับชาว Cinque Terre
มีทั้งต้นเลม่อน, ต้นมะกอก, องุ่น, ผักสวนครัวต่างๆ ฯลฯ

















วิวอีกด้านหนึ่งของภูเขาและทะเล เดินมาเกินครึ่งทาง
มุ่งหน้าไปยังอีกเมือง คือ Vernazza

















เมือง Vernazza
เอาภาพ Intro เรียกน้ำย่อยมาให้ชมกันก่อน
ไว้บล็อกหน้าจะมาต่อตอนที่สองค่ะ

















ตอนนี้ถ้าไม่ได้คุยเรื่องฟุตบอล Euro 2012 คงขาดรสชาดไป อิอิ
ขอคุยหน่อย... เมื่อคืน (วันจันทร์ 18 มิถุนายน)
ทีมอิตาลี ลงแข่งกับทีมไอร์แลนด์ ... นัดนี้สำคัญมาก
เพราะอิตาลีต้องชนะอย่างเดียวถึงจะเข้ารอบสอง
และต้องลุ้นให้อีกคู่ในสาย มีผลแพ้ชนะด้วย (สเปน โครเอเชีย)
ผลคือ อิตาลีชนะ 2-0, สเปนชนะ 1-0
ทั้งสองทีมก็เลยได้เข้ารอบไป... เรียกว่าแฟนคลับทีม Azzurri เฮกันลั่น
เรียกว่าลุ้นจนถึงนาทีสุดท้าย.
เมื่อคืนถ้าใครดูบอลอยู่ในอิตาลีนี่คงได้ยินเสียงโห่ร้องกันบ้างนะคะ...
ถามเพื่อนๆ หลายคนทางเฟ้สบุ๊ค... แต่ละคนบอกว่าจริงด้วย ...เฮกันสนั่นเมือง

อารมณ์นักเตะและแฟนคลับ คงประมาณนี้เลยค่ะ
ได้ดูสัมภาษณ์ Gianluigi Buffon ผู้รักษาประตู หลังการจบการแข่งขัน
เฮียบอกว่าตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะต้องชนะเท่านั้น
...และที่สำคัญขอบคุณ “สเปน” ที่ชนะ 555+
แหมๆๆๆๆ เฮียลุ้นสเปนด้วย ... เอาน่ะ... จขบ.ก็ลุ้นสเปนเช่นกันค่ะ อิอิ


จานลุยจิ บุฟฟ่อน หรือรู้จักกันในนาม “จีจี้ บุฟฟ่อน”
(สวมถุงมือสีขาว ทำตาโตๆๆๆๆๆ) ดีใจมาก เมื่อการแข่งขันจบลง รู้ผลชนะของอิตาลี และสเปน












Monterosso al Mare เป็นเมืองชายหาด น้ำทะเล ท้องฟ้าสีเข้ม
ถือเป็นเมืองสำคัญอีกแห่งสำหรับคนชอบพักผ่อนริมทะเลในอิตาลี
ส่วนทางเดินป่า Blue Trail นั้นไม่ง่ายเลยค่ะ
ทางเดิน Monterosso – Vernazza ยาว 3 km
ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง เพราะมีทางขึ้นลง ค่อนข้างลาดชัด
แต่บางส่วนก็เป็นทางตรงๆ เดินไม่ยาก
แนะนำให้ผู้ต้องการไปเดินป่าสวมรองเท้าที่เดินสบาย
ร่างกายต้องมีความแข่งแกร่งระดับหนึ่ง ... ออกกำลังมาพอสมควร
รองรับการเดินทางสมบุกสมบันได้

สำหรับคนไม่อยากเดินป่า แต่อยากเที่ยวเมืองทั้งห้าของ Cinque Terre
นั่งรถไฟโลดค่ะ ... นั่งสบายๆ ชมวิวริมทะเล สบายใจไทยแลนด์ ^.^
ไว้มาต่อบล็อกหน้า ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง Vernazza นะคะ


ปล. เอนทรี่นี้อยู่ใน สาขาไกลบ้าน/ชีวิตในต่างแดน ค่ะ

Wednesday, June 6, 2012

เที่ยวพักผ่อนที่เมือง Portofino หมู่บ้านสวยติดทะเล ชายฝั่งตะวันตกของอิตาลี



ภาษาอิตาเลี่ยนวันละคำ วันนี้ขอเสนอคำว่า Villaggio
อ่านว่า วิล-ลาจ-โจ (Stress คำว่า “ลาจ”)
ภาษาไทยแปลว่า หมู่บ้าน
ภาษาอังกฤษ คือ Village




สวัสดีค่ะพี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักทุกท่าน
วันนี้อยากพามารู้จักกับเมืองเล็กๆ แต่สวย ติดทะเลชายฝั่งตะวันตกของอิตาลี
ชื่อเมือง Portofino (พอร์ต-โต-ฟิ-โน) อยู่ในเขต Liguria
เมื่อเอ่ยชื่อนี้ สำหรับชาวอิตาเลียนหลายคนจะนึกถึงหมู่บ้านติดทะเล
มีชื่อเสียงเพราะเป็นเมืองท่า มีเรือ Yacht จอดไว้หลายลำ
เป็นที่กล่าวขานเพราะหลายครั้งที่เดียวจะเห็นดาราภาพยนตร์
นักร้อง นักแสดง ผู้กำกับ ฯลฯ โดยเฉพาะจากฮอลลีวู้ด
มาเดินเล่นพักผ่อนที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
แต่ถึงท่านไม่ได้เป็นคนดัง celebs หรือผู้มีชื่อเสียงใดๆ ก็สามารถไปเที่ยวได้ค่ะ อิอิ

สำหรับการเดินทางนั้น สามารถไปได้โดยรถไฟ หรือรถยนต์
(สนามบินที่ใกล้ที่สุดคือเมือง Genova)
หากใครขับรถไปแนะนำให้ไปจอดไว้ที่ฝากรถในเมืองใกล้ๆ ดีกว่า
เช่นเมือง Rapallo แล้วค่อยนั่งเรือเฟอร์รี่ต่อไป
เพราะเมือง Portofino ที่จอดรถน้อยมาก ถนนแคบ ขับยากนิดนึง
เรือเฟอร์รี่จาก Rapallo- Portofino นั่งแค่ 30 นาทีก็ถึงค่ะ



มาชมภาพกันดีกว่า
เมือง Portofino วิวพาโนรามา (ถ่ายจาก Castle Brown)
มองเห็นบ้านสีสวย น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม



















ซูมเข้ามาใกล้นิดนึง หมู่บ้าน Portofino
กับเรือ Yacht ที่จอดอยู่หลายลำ



















ภาพนี้มองดีๆ จะเห็นเรือเฟอร์รี่โดยสาร
สำหรับผู้ที่มาเยือนจากเมืองที่อยู่รอบๆ ในเขต Liguria

















บรรยากาศโดยรอบหมู่บ้าน Portofino
สำหรับการชมเมืองนั้น “การเดิน” เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดค่ะ
เพราะหมู่บ้านไม่ใหญ่มาก สามารถเดินดูสถานที่ต่างๆ ได้ง่ายดาย



















ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกมีอยู่ทั่วไปรอบๆ เมือง
ราคาสินค้าถูกกว่าในมิลานอีกนะคะ
ยกตัวอย่างเช่น โปสการ์ด 0.30 ยูโร (ที่มิลาน เริ่มต้นที่ 0.80 ยูโร) เป็นต้น

















ภาพวาดสวยๆ มีวางขายทั่วไป
คนขายไม่หวงด้วยค่ะ ให้ถ่ายรูปตามสบาย (ใจดีจัง ^^)



















หมู่บ้านนี้ต่างไปจากหมู่บ้านอื่นๆ ในอิตาลีนิดนึง
คือมีร้านแบรนด์เนมเต็มไปหมด โอ้โหหหห
มีทั้งร้าน LV, Gucci, Hermes, Dior ฯลฯ
ใครจะมาซื้อมั้ยคะ อิอิ ... นักท่องเที่ยวอย่างเราขอดูเฉยๆ ดีกว่า ^^

















ภาพนี้แอบส่อง ... ทำตัวเป็นปาปารัซซี่ 555+
เรือสำราญ, เรือ Yacht จอดอยู่หลายลำ
ถ่ายรูปซะหน่อย บนเรือมีอะไรบ้างหนอ เผื่อเจอดารา (อ้าววว... ไม่เจอใคร 555)

















ป้ายนี้อยู่ตรงท่าเรือของเมือง Portofino
มีแร๊ดดดห้อยอยู่ด้วย หุหุ (มันเกี่ยวอะไรกัน 555)

















มาชมสถานที่ประวัติศาสต์ของเมืองกันบ้าง
คือ Castle Brown (ภาษาอิตาเลี่ยน Castello Brown)
ถ่ายป้ายมาให้ชม เผื่อใครอยากไปเที่ยว
เปิดทุกวัน 10.00 – 19.00 น. ค่าเข้าชม 5 ยูโร


















Castle Brown (ภาษาอิตาเลี่ยน Castello Brown)
ถ่ายจากมุมด้านล่างของเมือง ซูมขึ้นไปเห็นปราสาทตั้งอยู่เด่นชัด

















ประวัติโดยย่อของ Castle Brown
(ข้อมูลจากโบรชัวร์ที่ได้รับแจกตอนเข้าชมสถานที่)
สร้างขึ้นประมาณช่วงศตวรรษที่ 15
ปี ค.ศ. 1432 ใช้เป็นป้อมปราการป้องกันเมื่อครั้งมีศึกกับ Venetian galleys
ปราสาทนี้มีผู้ครอบครองเปลี่ยนมือกันหลายคน
รวมทั้งตระกูลดังจากมิลาน Visconti (ครอบครองในปี ค.ศ. 1425-1435)
เคยตกอยู่ใต้การดูแลของ Genoa และประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1746
แต่ที่ได้ชื่อว่า “Brown” นั้นก็เพราะว่า
ปี ค.ศ. 1876 กงสุลชาวอังกฤษ Montague Yeats Brown ซื้อไว้ครอบครอง
ทำการดูแลตกแต่งอย่างดี แต่ยังคงความสวยงามในรูปแบบเดิมไว้
จนปราสาทเป็นที่รู้จักกันว่าชื่อ Brown
เจ้าของคนสุดท้ายคือตระกูล Barbers ชาวอังกฤษ
ได้ขายให้กับเทศกาลเมือง Portofino ในปี ค.ศ.1961
ปัจจุบันเป็นสมบัติทางราชการและเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้
(ปล.ใครอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเขียนมาถามได้นะคะ
เพราะข้อมูลจากโบรชัวร์เยอะมาก รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เขียนในบล็อกคงไม่หมด)




ทางเข้า Castle Brown มีสวนดอกไม้สวยๆ ชื่นตาชื่นใจ



















ด้านบนของปราสาท มีระเบียงใหญ่ ทำเป็นสวนดอกไม้

















ระเบียงและสถาปัตยกรรมภายนอกของปราสาท



















สถาปัตยกรรมภายใน คงความเก่า เรียบง่ายไว้



















The large polyptych ผลงานศิลปะภายในปราสาท
สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1565-1570
Polyptych = Panel painting, divided into sections
คือภาพวาดหลายๆ ชิ้น แล้วมาประกอบรวมกันเป็นภาพเดียว

















ผลงานแกะสลักจำลอง เป็น copy จากของจริง
จากผลงานชื่อ The Adoration of the Magi
วันบังเกิดของพระเยซู มีสามนักปราชญ์เข้าเฝ้า
คาดว่าเป็นงานศิลป์จากศตวรรษที่ 15

















อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นนะคะว่าเมือง Portofino
แม้เป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีนักแสดง ผู้มีชื่อเสียง ฯลฯ นิยมมาเที่ยวพักผ่อน
จากอดีต ... ใครเป็นแฟนคลับหนังย้อนยุคอาจคุ้นหน้า Clark Gable
พระเอกจากเรื่อง Gone with the Wind
(งานนี้ประกาศตัวว่า จขบ. เริ่มแก่ค่ะ ...ดูหนังย้อนยุคบ่อยๆ นี่ชั้นแก่แล้วรึนี่ 555+)

















นักร้องโอเปร่าชื่อดังในอดีต คือ Maria Callas
(หลายคนอาจเกาหัว แกรกๆๆๆๆ ใครหว่า... ม่ายรู้จัก งุงิ)
ไม่เป็นไรค่ะ จขบ.ก็เพิ่งมารู้จักไม่กี่ปีนี้เอง
เพราะคุณป้า คุณย่า คุณแม่สามีชอบ บอกว่าเธอคือคนดังของอิตาลี
เอาฟ๊ระ ดังก็ดัง 55+... เจอภาพเธอแล้วขอถ่ายรูปมาให้ดูกันหน่อย ^^

















แผนที่การเดินทางด้วยเท้าชมเมือง ชมวิวตามจุดสวยๆ
เทศบาล Portofino ทำแผ่นที่ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน

















โบสถ์ St.George (San Giorgio ซานจอร์โจ)
จุดชมวิวสวยๆ อีกมุมนึง
San Giorgio คือชื่อนักบุญประจำเมือง Portofino



















ภาพหอระฆังที่เห็นไกลๆ ท่าทางกลางวิวของเมือง
คือโบสถ์ซานมาร์ติโน (Chiesa di San Martino)

















มาพักเติมกำลัง อาหารเที่ยงกันค่ะ
พิซซ่านี้ชื่อ Portofino สูตรของร้านทำเอง
ใส่มะเขือม่วง และซอส Pesto (ซอสจากใบ basils ที่เป็นส่วนประกอบหลัก)
ซอสเพสโต้ถือว่ามีต้นกำเนิดจากเขต Liguria ของอิตาลี

















มาเที่ยวเมืองติดทะเลฝั่งตะวันตกแล้วต้องไม่พลาด Focaccia
(Focaccia = ฟอคาชชา)
คือขนมปังอบ รูปร่างแบน เป็นอาหารคาว
ใส่ toppings ได้หลายแบบ เช่น โรสแมรี่, ชีส, มะกอกเทศ, มะเขือเทศ ฯลฯ
นิยมทานเป็น lunch อาหารเที่ยงง่ายๆ, อาหารว่างยามบ่าย
หรือตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทานเป็น antipasti ก่อนอาหารหลักก็ได้











ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่ถามไถ่ถึงกันมาเรื่องแผ่นดินไหวในอิตาลีนะคะ
เหตุเกิดล่าสุดคือวันอังคาร 29 พ.ค.ที่ผ่านมา อยู่ในเขต Emilia
ซึ่งไกลจากบ้านเอิงพอสมควร ประมาณ 200 km
ตอนเกิดรู้สึกได้ว่าบ้านสั่นๆ เหมือนนั่งอยู่แล้วมีรถบรรทุกคันใหญ่ หรือรถไฟวิ่งผ่าน
เท่าที่ทราบในมิลานไม่มีรายงานความเสียหาย หรือบาดเจ็บใดๆ
แต่ก็ยังระวังเรื่องข่าวนี้เรื่อยๆ ... ขอบคุณทุกท่านที่ถามถึงกันมาค่ะ

ช่วงนี้ใกล้ถึงช่วงซัมเมอร์ของยุโรปเข้าไปทุกที
เอิงเดินทางบ่อย ไปโน่น มานี่ หนีลมร้อนของเมืองมิลานไปต่างเมืองหน่อย
อาจเข้าไปทักทายเพื่อนๆ ช้านิดนึง ต้องขออภัยค่ะ

ปล. เอนทรี่นี้อยู่ใน สาขาไกลบ้าน/ชีวิตในต่างแดน ค่ะ